สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นอย่างไร: จากกระสุนนัดเดียวในซาราเยโวสู่สงครามที่กลืนกินโลกทั้งใบ

สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่ม (พ.ศ. 2457 / ค.ศ. 1914)

สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่ม — ค.ศ. 1914
ภาพประกอบ สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มLenLearn (editorial illustration)

วันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 บนถนน Appel Quay ในกรุงซาราเยโว แคว้นบอสเนีย เสียงปืนสองนัดดังขึ้นในเวลาไม่ถึงนาที มกุฎราชกุมารอาร์ชดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ แห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และโซฟี พระชายา ล้มลงในรถยนต์เปิดประทุน ผู้กดไกปืนคือ กัฟรีโล ปรินซีป นักศึกษาชาวบอสเนีย-เซิร์บวัยเพียง 19 ปี ที่ไม่อาจคาดได้ว่าการกระทำในสิบวินาทีนั้นจะจุดชนวนให้มหาอำนาจยุโรปทั้งหมดถลำเข้าสู่สงครามที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 17 ล้านคน

สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914–1918) ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระสุนนัดเดียว หากแต่เป็นผลสะสมของทศวรรษแห่งความตึงเครียด การแข่งกันสะสมอาวุธ การแย่งชิงอาณานิคม และเครือข่ายพันธมิตรที่ซับซ้อนจนไม่มีชาติใดถอยได้โดยไม่เสียหน้า เมื่อออสเตรีย-ฮังการีประกาศสงครามกับเซอร์เบียในวันที่ 28 กรกฎาคม 1914 ระบบ 'โดมิโน' ทางการทูตก็พังทลายอย่างรวดเร็ว ภายในหกสัปดาห์ ทั้งรัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต่างประกาศสงครามกันอย่างต่อเนื่อง

นักประวัติศาสตร์มักเรียกช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ว่า 'July Crisis' หรือ 'วิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคม' — ช่วงเวลาเพียงห้าสัปดาห์ระหว่างการลอบสังหารกับการจุดชนวนสงครามทั่วยุโรป ซึ่งนักการทูต กษัตริย์ และนายพลต่างตัดสินใจผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแทบไม่มีทางย้อนกลับได้อีก

ภูมิหลัง: ยุโรปที่กำลังเดินอยู่บนกองดินปืน

ก่อนปี 1914 ยุโรปถูกแบ่งออกเป็นสองค่ายชัดเจน ค่ายแรกคือ 'ไตรพันธมิตร' (Triple Alliance) ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี ค่ายที่สองคือ 'ไตรมหาอำนาจ' (Triple Entente) ที่ประกอบด้วย ฝรั่งเศส รัสเซีย และอังกฤษ สนธิสัญญาเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อความมั่นคง แต่กลายเป็นกับดักที่ทำให้ความขัดแย้งระดับท้องถิ่นลุกลามเป็นสงครามโลกได้ง่ายดาย

ในช่วง ค.ศ. 1870–1914 เยอรมนีและอังกฤษต่างพัฒนากองทัพเรืออย่างเร่งด่วนในสิ่งที่เรียกว่า 'Naval Arms Race' เยอรมนีขยายกำลังทหารบกจนมีกำลังพลกว่าสี่ล้านคนในเวลาระดม ขณะที่จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็กำลังต่อสู้กับกระแสชาตินิยมสลาฟที่คุกคามความสมบูรณ์ของอาณาจักร โดยเฉพาะในแคว้นบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ซึ่งถูกผนวกรวมเข้าในปี 1908 และสร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ชาวเซิร์บ

ลัทธิชาตินิยมในคาบสมุทรบอลข่านร้อนแรงเป็นพิเศษ เซอร์เบียต้องการรวบรวมชาวสลาฟใต้ทั้งหมดภายใต้ธงเดียวกัน — แนวคิดที่ขัดหูขัดตาออสเตรีย-ฮังการีอย่างยิ่ง สงครามบอลข่านในปี 1912–1913 ทำให้เซอร์เบียขยายดินแดนและกล้าขึ้นอีก ทำให้เวียนนาเริ่มมองว่าการปราบเซอร์เบียลงเป็นเรื่องที่ 'จำเป็น' ก่อนที่จะสายเกินไป

เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร: จากซาราเยโวถึงการประกาศสงคราม

เช้าของวันที่ 28 มิถุนายน 1914 ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์เสด็จตรวจเยี่ยมหน่วยทหารในซาราเยโว บนเส้นทาง Appel Quay มีนักฆ่าที่ส่งมาโดยกลุ่มชาตินิยม 'ยังบอสเนีย' (Young Bosnia) ซุ่มอยู่หลายจุด นัดจาบก ชาบรีโนวิช สมาชิกหนึ่งในกลุ่ม พยายามขว้างระเบิดใส่รถขบวนแต่พลาด ระเบิดกระดอนไปใต้รถคันถัดไป มีผู้บาดเจ็บ 20 คน แต่อาร์ชดยุกรอดชีวิต

หลังเหตุการณ์แรก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์เปลี่ยนเส้นทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาล แต่คนขับรถหลงเลี้ยวเข้าถนน Franz Joseph Street โดยไม่ได้ตั้งใจ และที่มุมถนนนั้นเอง กัฟรีโล ปรินซีป ยืนอยู่คนเดียว — เขาพลาดโอกาสแรกไปแล้วและกำลังจะเดินกลับ การหลงทางของคนขับทำให้รถหยุดชะงักห่างจากปรินซีปเพียงไม่กี่เมตร เขาจึงยิงสองนัด ถูกฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ที่คอ และโซฟีที่ท้อง ทั้งสองสิ้นพระชนม์ภายในชั่วโมงเดียว

หลังการลอบสังหาร เวียนนาใช้เวลากว่าสี่สัปดาห์จัดทำคำขาด โดยได้รับ 'เช็คเปล่า' (Blank Cheque) สัญญาสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขจากไกเซอร์วิลเฮ็ล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี ในวันที่ 5 กรกฎาคม วันที่ 23 กรกฎาคม ออสเตรีย-ฮังการียื่นคำขาด 10 ข้อต่อเบลเกรด กำหนดตอบภายใน 48 ชั่วโมง เซอร์เบียยอมรับ 9 ข้อ แต่ปฏิเสธข้อที่ให้นักสืบออสเตรียเข้าไปสืบสวนในดินแดนเซอร์เบีย เนื่องจากถือเป็นการละเมิดอธิปไตย เวียนนาถือว่าคำตอบนี้ไม่เพียงพอ และประกาศสงครามในวันที่ 28 กรกฎาคม 1914 — ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คำประกาศสงครามส่งทางโทรเลข

บุคคลสำคัญ: ผู้ที่เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์

กัฟรีโล ปรินซีป เป็นบอสเนียเชื้อสายเซิร์บ สมาชิกกลุ่ม 'ยังบอสเนีย' ที่มีอุดมการณ์ปลดปล่อยสลาฟใต้จากออสเตรีย แม้ถูกกล่าวว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มลับ 'มือดำ' (Black Hand) ของเซอร์เบีย แต่หลักฐานชี้ว่าเขาปฏิบัติการอย่างอิสระมากกว่า เนื่องจากอายุต่ำกว่า 20 ปี เขาจึงไม่ถูกประหาร แต่ถูกจำคุก 20 ปี และเสียชีวิตในคุกด้วยวัณโรคในปี 1918

ไกเซอร์วิลเฮ็ล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี มีบทบาทชี้ขาดด้วยการออก 'Blank Cheque' ให้ออสเตรียทำสงครามได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่คนเดียว นักประวัติศาสตร์บางคนโต้ว่าหากไม่มีการรับประกันนี้ ออสเตรียคงไม่กล้าผลักดันคำขาดรุนแรงเช่นนั้น

เซอร์เอ็ดเวิร์ด เกรย์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ คือคนที่พูดประโยคอมตะในคืนวันที่ 3 สิงหาคม 1914 ขณะมองแสงไฟถนนที่ถูกดับลงทีละดวง: 'โคมไฟกำลังดับลงทั่วยุโรป เราจะไม่เห็นมันสว่างขึ้นอีกในชีวิตของเรา' อังกฤษเข้าสู่สงครามในวันที่ 4 สิงหาคม หลังจากเยอรมนีรุกรานเบลเยียมที่เป็นกลางตามแผน Schlieffen เพื่อโจมตีฝรั่งเศสจากทางตะวันตก

ผลกระทบและมรดกถึงปัจจุบัน

สงครามโลกครั้งที่ 1 คร่าชีวิตทหารกว่า 9.7 ล้านคน และพลเรือนอีกราว 7 ล้านคน รวมกันเกิน 16 ล้านคน ยุโรปถูกทำลายยับเยิน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ออตโตมัน รัสเซีย และเยอรมนี ล้มสลายหรือถูกรื้อโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง แผนที่ยุโรปที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ในสนธิสัญญาแวร์ซาย (1919) ก่อให้เกิดรัฐชาติใหม่หลายแห่ง แต่ก็ฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความไม่พอใจ โดยเฉพาะในเยอรมนีที่ต้องแบกรับข้อ 231 'สาระสงครามที่ต้องยอมรับความผิด' (War Guilt Clause)

มรดกที่ยาวนานที่สุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 คือสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเงื่อนไขที่รุนแรงของแวร์ซายทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีพังทลาย เปิดทางให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจในปี 1933 นักประวัติศาสตร์จึงมักเรียกช่วง 1914–1945 ว่า 'สงครามสามสิบปีครั้งที่สอง' ที่แบ่งด้วยช่วงสงบระยะสั้น นอกจากนี้ สงครามยังเร่งให้เกิดการปฏิวัติบอลเชวิคในรัสเซีย (1917) ซึ่งส่งผลให้เกิดสหภาพโซเวียตและสงครามเย็นในท้ายที่สุด

สำหรับประเทศไทย สงครามโลกครั้งที่ 1 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเช่นกัน — รัชกาลที่ 6 ทรงนำไทยเข้าร่วมสงครามข้างฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1917 ส่งกองทหารอาสาสมัคร 1,284 นายไปยุโรป เพื่อแสดงบทบาทในเวทีโลกและยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ตะวันตกบังคับไว้

เกร็ดและความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดคือ 'กระสุนปืนของปรินซีปคือสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1' ความจริงคือการลอบสังหารเป็นเพียงชนวนสุดท้าย สงครามจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีพื้นฐาน 40 ปีของลัทธิทหาร ระบบพันธมิตร ลัทธิจักรวรรดินิยม และชาตินิยมที่คุกรุ่น นักประวัติศาสตร์ Christopher Clark เรียกผู้นำยุโรปในปี 1914 ว่า 'นักเดินในฝัน' (Sleepwalkers) ที่ต่างเข้าสู่สงครามโดยไม่มีใครเจตนาจะให้เกิดสงครามระดับนี้

อีกความเข้าใจผิดคือ 'เยอรมนีเป็นผู้เริ่มสงคราม' ในขณะที่สนธิสัญญาแวร์ซายวางความผิดไว้ที่เยอรมนีทั้งหมด แต่นักประวัติศาสตร์ปัจจุบันมองว่าความรับผิดชอบกระจายอยู่ในหลายฝ่าย ออสเตรีย-ฮังการีเป็นผู้ผลักดันคำขาดที่ออกแบบมาให้เซอร์เบียปฏิเสธ รัสเซียระดมพลรวดเร็วเกินไป และเยอรมนีก็ออก 'เช็คเปล่า' โดยไม่ประเมินผลที่ตามมา

เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ปรินซีปและกลุ่มเพื่อนร่วมมือในวันนั้นมีสมาชิก 7 คนวางตัวตลอดเส้นทาง แต่ส่วนใหญ่ตัดสินใจไม่กล้าลงมือหรือพลาดโอกาส การที่รถยนต์ของฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์เลี้ยวผิดทางในครั้งที่สองนั้นเกิดจากความสับสนของคนขับ ทำให้หลายคนโต้เถียงว่า 'ความบังเอิญ' มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนชะตากรรมของโลกในวันนั้น

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เล่นเกมเรียงเหตุการณ์นี้

ลองเล่นกับ Year Tai →

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง