สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นอย่างไร: จากโปแลนด์ถึงเพลิงที่โหมทั่วโลก

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่ม (พ.ศ. 2482 / ค.ศ. 1939)

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่ม — ค.ศ. 1939
ภาพประกอบ สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มLenLearn (editorial illustration)

เวลา 04:45 น. ของวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เสียงปืนใหญ่จากเรือรบ Schleswig-Holstein ของเยอรมนีสั่นสะเทือนป้อมปราการ Westerplatte บนคาบสมุทรในอ่าวดานซิก นั่นคือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่จะคร่าชีวิตมนุษย์ไปมากถึง 70-85 ล้านคน และเปลี่ยนแผนที่โลกอย่างที่ไม่มีสงครามใดเทียบได้ ทหารเยอรมัน 1.5 ล้านนายจาก 62 กองพล พร้อมเครื่องบิน 1,300 ลำ ทะลักข้ามพรมแดนโปแลนด์ที่ยาว 1,750 ไมล์โดยไม่มีการประกาศสงครามล่วงหน้าแม้แต่น้อย

แต่สงครามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน รากของมันฝังลึกในความอัปยศของสนธิสัญญาแวร์ซาย ค.ศ. 1919 เศรษฐกิจที่พังทลายหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และการขึ้นสู่อำนาจของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ผู้นำพาเยอรมนีเดินหน้าสู่ชาตินิยมสุดโต่งอย่างก้าวแล้วก้าวเล่า ความล้มเหลวของนโยบายประนีประนอมและความไม่ตัดสินใจของฝ่ายพันธมิตรเปิดทางให้ฮิตเลอร์รุกคืบได้ทีละขั้นจนถึงจุดที่ไม่มีทางหวนกลับ

สองวันหลังการบุก บริเตนใหญ่และฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939 สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เปิดฉากบทที่มืดดำและโหดร้ายที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ภูมิหลังและสาเหตุ: ความอัปยศที่หมักหมมมาสิบปี

สนธิสัญญาแวร์ซายในปี ค.ศ. 1919 บังคับให้เยอรมนีรับผิดชอบสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว ต้องสูญเสียดินแดน 13% และประชากร 10% รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งที่ตัดเยอรมนีออกจากทะเลบอลติก เมืองดานซิก (Danzig) อดีตเมืองท่าเยอรมันถูกยกให้เป็น 'นครเสรี' ภายใต้สันนิบาตชาติ เพื่อให้โปแลนด์ใช้เป็นทางออกสู่ทะเล ความขุ่นแค้นต่อข้อตกลงนี้กลายเป็นเชื้อเพลิงทางการเมืองที่ฮิตเลอร์ใช้จุดไฟความโกรธของชาวเยอรมัน

หลังจากฮิตเลอร์ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี ค.ศ. 1933 เยอรมนีค่อยๆ ละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายอย่างเป็นระบบ ฮิตเลอร์ยึดออสเตรียในปี 1938 (Anschluss) จากนั้นเรียกร้องซูเดเทนแลนด์ของเชโกสโลวาเกียซึ่งมีชาวเยอรมันอาศัยอยู่ถึง 3 ล้านคน ในการประชุมมิวนิก เดือนกันยายน 1938 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เนวิล แชมเบอร์เลน ยินยอมยกซูเดเทนแลนด์ให้ฮิตเลอร์แลกกับคำมั่นว่าจะไม่รุกรานต่อ กลับถึงลอนดอน แชมเบอร์เลนกล่าวอย่างภูมิใจว่า 'นี่คือสันติภาพสำหรับยุคสมัยของเรา' (Peace for our time) แต่ภายในเวลาเพียง 6 เดือน ฮิตเลอร์ยึดโบฮีเมียและโมราเวียที่เหลือ ทำลายคำสัญญาทั้งหมด

ก้าวสุดท้ายก่อนสงครามคือสนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ (Molotov-Ribbentrop Pact) ซึ่งเยอรมนีและสหภาพโซเวียตลงนามร่วมกันอย่างลับๆ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1939 สนธิสัญญานี้มีพิธีสารลับแบ่งยุโรปตะวันออกเป็นเขตอิทธิพลของทั้งสองฝ่าย โปแลนด์จะถูกแบ่งครึ่ง ฮิตเลอร์จึงมั่นใจว่าโซเวียตจะไม่แทรกแซงจากทางตะวันออก เส้นทางสู่สงครามจึงเปิดโล่งโดยสมบูรณ์

ปฏิบัติการลับ Gleiwitz: สงครามที่เริ่มต้นด้วยการหลอกลวง

คืนวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1939 ทีม SS จำนวน 7 นาย สวมเครื่องแบบทหารโปแลนด์บุกเข้าสถานีวิทยุในเมือง Gleiwitz บริเวณชายแดน ออกอากาศข้อความภาษาโปแลนด์โดยอ้างว่าเป็นการโจมตีของทหารโปแลนด์ต่อดินแดนเยอรมัน ยิ่งกว่านั้น หน่วย SS ได้สังหารนายฟรันซิสเช็ก โฮนีออก ชาวนาเยอรมันวัย 43 ปี สวมเครื่องแบบโปแลนด์ให้ศพเขา และทิ้งไว้ที่ทางเข้าสถานีเพื่อสร้างหลักฐานการสู้รบ

ปฏิบัติการนี้คือส่วนหนึ่งของ 'Operation Himmler' ที่วางแผนโดย ไรน์ฮาร์ด ไฮดริช รองหัวหน้า SS เพื่อสร้างข้อแก้ตัวในการบุกโปแลนด์ วันรุ่งขึ้น ฮิตเลอร์กล่าวปราศรัยต่อรัฐสภาไรช์สทาค อ้างเหตุการณ์ชายแดน 'หลายครั้ง' รวมถึงที่ Gleiwitz เพื่อพิสูจน์ว่าเยอรมนี 'ถูกโจมตีก่อน' — ถ้อยคำโกหกที่ถูกใช้เพื่อเริ่มสงครามที่ฆ่าคนไปนับสิบล้าน นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ false flag operation ที่ถูกศึกษาและอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน

บุคคลสำคัญในวิกฤตการณ์ที่จุดชนวนสงคราม

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำเยอรมนีตั้งแต่ปี 1933 เป็นสถาปนิกหลักของสงคราม แนวคิด Lebensraum ('พื้นที่อยู่อาศัย') ของเขาเรียกร้องให้เยอรมนีขยายดินแดนไปทางตะวันออก กวาดล้างประชากรสลาฟและยิว เพื่อสร้างจักรวรรดิพันปี แผนการบุกโปแลนด์ หรือ Fall Weiss (Case White) ถูกจัดเตรียมมาตั้งแต่เดือนเมษายน 1939

จอมพลเอ็ดเวิร์ด ริดซ์-สมิกลี (Edward Rydz-Śmigły) ผู้บัญชาการกองทัพโปแลนด์ เผชิญกับกองทัพที่ทันสมัยกว่าทั้งสองด้านโดยไม่มีการเสริมกำลังจากอังกฤษและฝรั่งเศสที่เพิ่งประกาศสงครามแต่ไม่ได้บุก กองทัพโปแลนด์ต้านทานได้อย่างกล้าหาญ แต่ตกอยู่ในสภาพ 2 ด้านเมื่อโซเวียตบุกจากตะวันออกในวันที่ 17 กันยายน 1939

เนวิล แชมเบอร์เลน (Neville Chamberlain) นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ผู้เชื่อว่าการประนีประนอมจะหลีกเลี่ยงสงครามได้ ลงนามในข้อตกลงมิวนิกปี 1938 ยกซูเดเทนแลนด์ให้ฮิตเลอร์ คำกล่าว 'Peace for our time' กลายเป็นสัญลักษณ์ของการตัดสินใจผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ เขาลาออกในเดือนพฤษภาคม 1940 เพื่อเปิดทางให้วินสตัน เชอร์ชิลล์ขึ้นมาเป็นผู้นำสงคราม

ผลกระทบและมรดกที่เปลี่ยนโลกตลอดกาล

สงครามโลกครั้งที่ 2 กินเวลา 6 ปี จนถึงปี ค.ศ. 1945 คร่าชีวิตผู้คนไปราว 70-85 ล้านคน สหภาพโซเวียตสูญเสียมากที่สุดถึง 26-27 ล้านคน หรือประมาณ 14% ของประชากรก่อนสงคราม โปแลนด์สูญเสียประชากรถึง 20% จีนเสียชีวิตราว 20 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaust ที่นาซีสังหารชาวยิว 6 ล้านคนอย่างมีระบบ

ในทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามนี้สร้างโลกใหม่ขึ้นมา สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจ จักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศสอ่อนแอลง นำไปสู่การล่มสลายของระบบอาณานิคมทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1950-1960 ญี่ปุ่นยอมจำนนหลังระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมา (6 สิงหาคม 1945) และนางาซากิ (9 สิงหาคม 1945) เปิดยุคปรมาณูที่มนุษย์ต้องอยู่กับภัยคุกคามนิวเคลียร์มาตั้งแต่นั้น

มรดกสำคัญที่สุดคือการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) ในปี ค.ศ. 1945 แทนสันนิบาตชาติที่ล้มเหลว พร้อมกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปี 1948 ซึ่งเกิดขึ้นโดยตรงจากบทเรียนของสงครามและความโหดร้ายของนาซี บรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ล้วนหยั่งรากจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น

เกร็ดและความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเริ่มสงคราม

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ 'ม้าต่อสู้รถถัง' — ตำนานที่ว่าทหารม้าโปแลนด์บุกโจมตีรถถังเยอรมันด้วยดาบปลายปืน ซึ่งถูกปั้นแต่งโดยการโฆษณาชวนเชื่อของนาซีและสื่อต่างประเทศที่เข้าใจผิด ในความเป็นจริง ทหารม้าโปแลนด์ที่ Krojanty บุกโจมตีทหารราบเยอรมันด้วยดาบในความมืด — แต่ถูกรถหุ้มเกราะเยอรมันโจมตีขนาบ ไม่ใช่รถถัง ทหารม้าโปแลนด์มีปืนกลและอาวุธต่อต้านรถถัง ไม่ได้โง่เขลาอย่างที่เล่าขาน

อีกความเข้าใจผิดคือ อังกฤษและฝรั่งเศส 'ทอดทิ้งโปแลนด์โดยสิ้นเชิง' หลังประกาศสงคราม ความจริงคือฝรั่งเศสเปิดฉากโจมตีซาร์ (Saar Offensive) เมื่อ 7 กันยายน 1939 แต่หยุดชะงักและถอนกำลังกลับหลังจาก 13 วัน กองทัพเยอรมันยังไม่พร้อมรับมือกับการโจมตีจากตะวันตกอย่างเต็มที่ในช่วงนั้น หากฝรั่งเศสบุกต่อเนื่อง ผลลัพธ์อาจต่างออกไป นี่คือหนึ่งในคำถาม 'ถ้าหาก' ที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมาตลอด 80 ปี

สุดท้าย หลายคนเชื่อว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 'เริ่มต้น' อย่างกะทันหัน แต่แท้จริงแล้วเป็นการสะสมของวิกฤตที่ยืดเยื้อนานกว่า 6 ปี ตั้งแต่ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรียในปี 1931 อิตาลีบุกเอธิโอเปียปี 1935 สงครามกลางเมืองสเปนปี 1936 จนถึงการบุกจีนอย่างเต็มรูปแบบของญี่ปุ่นในปี 1937 วันที่ 1 กันยายน 1939 เป็นเพียงจุดที่ยุโรปโดยเฉพาะถึงจุดแตกหัก ไม่ใช่จุดเริ่มต้นสุญญากาศ

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เล่นเกมเรียงเหตุการณ์นี้

ลองเล่นกับ Year Tai →

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง