รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์: เด็กชายวัย 15 ที่ต้องรับภาระพาสยามรอดจากล่าอาณานิคม
รัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 2411 / ค.ศ. 1868)
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตหลังทรงพระประชวรจากไข้มาลาเรียที่ทรงติดมาในคราวเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ ทิ้งราชบัลลังก์ไว้ให้สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชโอรสวัยเพียง 15 พรรษา ที่ยังทรงประชวรอยู่เช่นกัน ต้องแบกรับภาระพระมหากษัตริย์ท่ามกลางมหาอำนาจตะวันตกที่กำลังกลืนกินเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทีละชาติ
สถานการณ์รอบข้างตอนนั้นไม่อาจเรียกว่าเป็นใจได้เลย ฝรั่งเศสกำลังยึดครองอินโดจีน อังกฤษขยายอิทธิพลในพม่าและมลายู ราชสำนักสยามเองก็ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อ่อนแอ ขุนนางตระกูลบุนนาคซึ่งสะสมอำนาจมาหลายรัชกาลได้รับแต่งตั้งให้เป็น 'ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน' ควบคุมราชการแทนพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ ความอยู่รอดของสยามจึงขึ้นอยู่กับว่า เมื่อพระองค์ทรงโตพอจะคว้าอำนาจคืนได้ พระองค์จะทรงทำอะไรกับมันบ้าง
เรื่องราวการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรมราชสำนัก หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย บทเรียนของรัชกาลนี้ยังคงสะท้อนถึงวันนี้ว่า ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้ถูกวัดจากวันที่ขึ้นบัลลังก์ แต่จากสิ่งที่ทำหลังจากนั้น
ภูมิหลัง: สยามในยุคที่มหาอำนาจตะวันตกล้อมรอบ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระนามเดิม 'จุฬาลงกรณ์' หมายถึงเครื่องประดับพระเศียร — ชื่อที่มีนัยสัญลักษณ์ลึกซึ้งสำหรับผู้ที่จะมาสวมมงกุฎปกป้องประเทศในอนาคต
รัชกาลที่ 4 พระราชบิดา ทรงเตรียมพระราชโอรสสำหรับภาระนี้อย่างตั้งใจ ทรงให้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษกับครูชาวตะวันตก และภาษาบาลีกับพระสงฆ์ ควบคู่กันไป ขณะที่พระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร — ตำแหน่งที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อทำให้การสืบราชสมบัติชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายในราชวงศ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2411 ที่ประชุมเจ้านายและเสนาบดีต้องเผชิญกับโจทย์ยาก: พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่มีพระชนมายุ 15 พรรษา ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะตามโบราณราชประเพณีที่กำหนดไว้ที่ 20 พรรษา สยามจำเป็นต้องมีผู้นำช่วงรอยต่อ
เหตุการณ์: จากพิธีราชาภิเษกครั้งแรกสู่การถ่ายโอนอำนาจที่แท้จริง
ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 วันเดียวกับที่รัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ได้รับการทูลเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 อย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากพระองค์ยังทรงพระเยาว์ พิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกจึงจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 เพียงเดือนเศษหลังจากนั้น โดยมีลักษณะเป็นการรับรองตำแหน่งอย่างเป็นพิธีการ แต่ยังไม่มีอำนาจในทางปฏิบัติ
ผู้ที่ถือเป็นมือขวาและกุมอำนาจที่แท้จริงในช่วงนี้คือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ หรือ 'ช่วง บุนนาค' ขุนนางผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดแห่งราชสำนักสยาม ที่มาจากตระกูลบุนนาคซึ่งมีรากเหง้าจากพ่อค้าชาวเปอร์เซียที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสยามมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ช่วง บุนนาคได้รับแต่งตั้งเป็น 'ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน' มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแทนพระมหากษัตริย์ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2411 เป็นต้นมา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2416 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงพระชนมายุครบ 20 พรรษา ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นเวลา 15 วัน ตามโบราณราชประเพณี แล้วจึงจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 พิธีครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง เพราะนับเป็นการรับพระราชอำนาจอย่างสมบูรณ์อย่างแท้จริง
บุคคลสำคัญ: สองคนที่กำหนดชะตาชาติ
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) คือฝ่ายหนึ่งของสมการนี้ ขณะดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2411 ถึง 2416 เขาดำเนินนโยบายต่อเนื่องจากรัชกาลที่ 4 โดยรักษาสมดุลกับมหาอำนาจตะวันตก ขุดคลองเพื่อการชลประทานและการคมนาคม และไม่นำพาประเทศไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารที่สยามไม่อาจชนะได้ บทบาทของเขาในช่วงเปลี่ยนผ่านถูกถกเถียงมาตลอด บางฝ่ายมองว่าเขาช่วยรักษาเสถียรภาพ บางฝ่ายมองว่าเขาคือผู้กุมอำนาจเบื้องหลัง
เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงรับพระราชอำนาจเต็มแล้ว พระองค์ทรงถวายเกียรติสูงสุดแก่ช่วง บุนนาค โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์ 'สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์' ซึ่งเป็นยศสูงสุดของขุนนางที่เทียบเท่าพระองค์เจ้าต่างกรม และโปรดให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินจนถึงแก่พิราลัยในปีพ.ศ. 2425 — วิธีจัดการกับผู้ถือครองอำนาจเก่าที่แยบยลและปราศจากการนองเลือด
ส่วนรัชกาลที่ 5 เอง หลังทรงคว้าพระราชอำนาจคืนมาในปีพ.ศ. 2416 ทรงไม่รอช้า ในปีเดียวกันนั้นเองทรงตั้งสภาที่ปรึกษาสองคณะขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ โดยแต่งตั้งขุนนางระดับพระยา 12 คนเป็น 'เคาน์ซิลลอร์' ที่มีอำนาจคัดค้านพระราชดำริได้ — เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่มีกลไกคล้ายระบบตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้น
ผลกระทบและมรดก: รากฐานที่ยังดำรงอยู่ถึงวันนี้
สิ่งที่ตามมาหลังจากการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 คือการปฏิรูปที่กว้างขวางและเร็วที่สุดที่สยามเคยเห็น ทรงเลิกระบบทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2417 โดยออกกฎหมายห้ามการนำเด็กเกิดใหม่เข้าสู่ระบบทาส และลดค่าไถ่ทาสลงทุก 4 ปี กระบวนการทั้งหมดกินเวลากว่า 30 ปีจนเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ. 2448 โดยไม่มีการนองเลือดหรือสงครามกลางเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในอเมริกาเพียง 2 ทศวรรษก่อนหน้า
ทรงตั้งกระทรวง 12 กระทรวง ปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ส่งพระราชโอรสไปศึกษาต่อในยุโรป สร้างทางรถไฟสายแรก เปิดโรงเรียนหลวงสำหรับสามัญชน และเสด็จเยือนยุโรปด้วยพระองค์เอง 2 ครั้ง ในปีพ.ศ. 2440 และ 2450 — กษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จออกนอกประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้สยามสามารถเจรจากับมหาอำนาจตะวันตกได้ในฐานะประเทศที่ 'ทันสมัย' แม้จะสูญเสียดินแดนหลายส่วนในสนธิสัญญา ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) กับฝรั่งเศส
มรดกที่จับต้องได้จนถึงปัจจุบันมีทั้งสถาบันการศึกษา — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งชื่อตามพระองค์ ก่อตั้งปีพ.ศ. 2459 หลังเสด็จสวรรคตไม่นาน — ตลอดจนโครงสร้างการปกครองและกฎหมายสมัยใหม่ที่ยังเป็นรากฐานของระบบราชการไทยถึงทุกวันนี้ วันเสด็จสวรรคต 23 ตุลาคม ยังคงเป็นวันหยุดราชการ 'วันปิยมหาราช' เพื่อรำลึกถึงพระองค์
เกร็ดประวัติศาสตร์และความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่ารัชกาลที่ 5 ทรงมีอำนาจเต็มตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นครองราชย์ในปีพ.ศ. 2411 แต่ความจริงคือพระองค์ทรงรอถึง 5 ปีกว่าจะได้บรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2416 ก่อนนั้นอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน การขึ้นครองราชย์จริงๆ จึงเกิดขึ้นสองครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียว
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ แม้รัชกาลที่ 4 พระราชบิดาจะเป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์ 'The King and I' ที่ดัดแปลงจากบันทึกของครูชาวอังกฤษ แอนนา ลีโอโนเวนส์ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าภาพยนตร์นั้นบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างมาก และสยามห้ามฉายในประเทศไทยมาตลอด สิ่งที่บันทึกไม่ค่อยกล่าวถึงคือ ขณะที่แอนนามาสอนที่ราชสำนัก สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ที่จะกลายมาเป็นรัชกาลที่ 5 ก็เป็นหนึ่งในนักเรียนของพระองค์ด้วย
พระองค์ทรงครองราชย์รวม 42 ปี ก่อนเสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ขณะพระชนมายุ 57 พรรษา ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทและสยามที่รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคม ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่ทยอยสูญเสียเอกราชไปแทบทั้งหมด — ความสำเร็จที่วางรากฐานมาตั้งแต่วันที่เด็กชายวัย 15 ปีได้รับการทูลเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์นั้น
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- รัชกาลที่ 5 ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ขณะพระชนมายุ 15 พรรษา หลังรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคตด้วยไข้มาลาเรียจากการเสด็จดูสุริยุปราคาที่หว้ากอ
- มีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง: ครั้งแรก 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 (เป็นพิธีการ) และครั้งที่ 2 วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 หลังทรงผนวชครบโบราณราชประเพณีและมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา
- เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จากตระกูลบุนนาคเชื้อสายเปอร์เซีย ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินระหว่างปีพ.ศ. 2411-2416 ก่อนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดเป็น 'สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์'
- ปีพ.ศ. 2416 ทรงตั้งสภาที่ปรึกษา 2 คณะพร้อมกัน มีขุนนาง 12 คนเป็น 'เคาน์ซิลลอร์' ที่สามารถคัดค้านพระราชดำริได้ — กลไกตรวจสอบถ่วงดุลครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย
- การเลิกทาสดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2417 จนสมบูรณ์ในพ.ศ. 2448 รวม 31 ปี โดยใช้การลดค่าไถ่ทุก 4 ปีและห้ามนำเด็กเกิดใหม่เข้าระบบ แทนการประกาศเลิกทาสทันทีแบบที่อเมริกาใช้
- ทรงครองราชย์รวม 42 ปี เสด็จสวรรคต 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ขณะพระชนมายุ 57 พรรษา สยามเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมในยุคของพระองค์
