การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789: เมื่อราคาขนมปังพังบัลลังก์กษัตริย์
การปฏิวัติฝรั่งเศส (พ.ศ. 2332 / ค.ศ. 1789)
ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1789 ชาวปารีสคนหนึ่งต้องใช้เงิน 14.5 ซู เพื่อซื้อขนมปังหนึ่งก้อนหนัก 4 ปอนด์ ตัวเลขนี้อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับแรงงานไร้ฝีมือในยุคนั้น มันคือค่าจ้างเกือบทั้งวัน เมื่อพืชผลล้มเหลวสองปีซ้อนในปี ค.ศ. 1788 และ 1789 ราคาขนมปังพุ่งสูงจนกินเงินเดือนถึง 88% ของรายได้คนงานทั่วไป ท้องของคนยากจนกลายเป็นชนวนระเบิดทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป
การปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ใช่เพียงการล้มระบอบกษัตริย์ หากเป็นการพลิกโครงสร้างสังคมที่ฝังรากมาหลายร้อยปีในคืนเดียว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1789 สภาร่างรัฐธรรมนูญลงมติยกเลิกระบบฟิวดัลทั้งหมด นักประวัติศาสตร์ Georges Lefebvre เรียกคืนนั้นว่าคือ 'ใบมรณบัตรของระเบียบเก่า' สิทธิพิเศษของขุนนางที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคกลางสิ้นสุดลงภายในชั่วคืน
จากการบุกป้อมบาสตีย์ในเดือนกรกฎาคม ไปจนถึงใบมีดกิโยตีนที่คร่าชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1793 การปฏิวัติฝรั่งเศสดำเนินผ่านความรุนแรง ความหวัง และการทรยศหักหลังอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน มรดกของมันทอดยาวถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 และรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
ภูมิหลังและสาเหตุ: หนี้สงครามและท้องที่หิวโหย
ต้นตอของการปฏิวัติมีหลายสาย แต่หนึ่งในนั้นที่มักถูกมองข้ามคือบทบาทของอเมริกา ฝรั่งเศสกู้ยืมเงินมหาศาลเพื่อสู้รบกับอังกฤษในสงคราม Seven Years' War และยังช่วยสนับสนุนสงครามประกาศเอกราชของอเมริกาอีกด้วย ผลคือคลังหลวงล้มละลายในทางปฏิบัติ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงสืบทอดหนี้สินนี้มาพร้อมกับราชบัลลังก์ในปี ค.ศ. 1774
ระบบชนชั้นสามกลุ่ม (Estates) ที่ฝรั่งเศสใช้มาตั้งแต่ยุคกลางทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรง ชนชั้นที่สาม (Third Estate) ประกอบด้วยประชาชน 97-98% ของประเทศ หรือราว 27 ล้านคน แต่แบกภาษีเกือบทั้งหมด ขณะที่ขุนนางและนักบวชได้รับการยกเว้น ในช่วง 25 ปีก่อนการปฏิวัติ ค่าจ้างแรงงานขึ้นเพียง 20% แต่ราคาสินค้าและค่าเช่าพุ่งขึ้น 60% ความเหลื่อมล้ำนี้ถูกกดทับอยู่ใต้ระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้เปลี่ยนแปลงโดยสันติ
วิกฤตปะทุขึ้นจริงในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1789 เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเรียกประชุม Estates-General เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1614 เพื่อแก้ไขวิกฤตการคลัง แต่แทนที่จะยอมรับการปฏิรูปภาษี สภาขุนนางกลับกีดกันเสียงของชนชั้นที่สาม นั่นคือจุดที่ระเบิดถูกจุดชนวน
เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร: จากสภาแห่งชาติถึงใบมีดกิโยตีน
วันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1789 ผู้แทนชนชั้นที่สามถูกล็อกประตูห้องประชุม พวกเขาเดินไปที่สนามเทนนิสในแวร์ซายและสาบานว่าจะไม่ยุบสภาจนกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ สามสัปดาห์ต่อมา วันที่ 14 กรกฎาคม ฝูงชนติดอาวุธหลายพันคนบุกป้อมบาสตีย์ เป้าหมายหลักคือดินปืนและอาวุธ ไม่ใช่นักโทษ เพราะวันนั้นมีนักโทษในป้อมเพียง 7 คนเท่านั้น ผู้คุมป้อมนาย de Launay ยอมแพ้แล้วถูกฝูงชนฆ่าตายขณะก้าวออกมา
หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว วันที่ 26 สิงหาคม สภาประกาศ 'ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนและพลเมือง' ซึ่งประกาศว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ตุลาคมปีเดียวกัน ผู้หญิงชาวปารีสนับพันคนเดินเท้าไกลกว่า 20 กิโลเมตรไปยังพระราชวังแวร์ซาย บีบบังคับให้ราชวงศ์ย้ายมาอยู่ในปารีสภายใต้การจับตามองของประชาชน
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พยายามหนีออกนอกประเทศในปี ค.ศ. 1791 แต่ถูกจับได้ที่เมือง Varennes ความเชื่อใจหมดสิ้น สภาลงมติประหารชีวิตพระองค์ด้วยคะแนนเสียงห่างกันเพียง 6 เสียง และพระองค์ถูกกิโยตีนในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1793 ที่ Place de la Révolution กลางกรุงปารีส พระนางมารี อ็องตัวแนตตามมาในวันที่ 16 ตุลาคม ปีเดียวกัน หลังการพิจารณาคดีที่กินเวลาเพียงสองวัน
บุคคลสำคัญ: จากโรแบสปิแยร์ถึงโอลิมป์ เดอ กูช
มักซีมีเลียง เดอ โรแบสปิแยร์ คือบุคคลที่สะท้อนทั้งอุดมการณ์และความน่าสะพรึงของการปฏิวัติ เขาได้รับเลือกเป็นผู้แทนไปยัง National Convention ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1792 และในปี ค.ศ. 1793 ได้รับแต่งตั้งเข้า Committee of Public Safety ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจที่แท้จริง โรแบสปิแยร์เสนอ 'กฎแห่งผู้ต้องสงสัย' ซึ่งเปิดทางให้จับกุมและประหารชีวิตใครก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อการปฏิวัติ ช่วงที่เรียกว่า 'ยุคแห่งความหวาดกลัว' (Reign of Terror) ระหว่างปี ค.ศ. 1793-1794 มีผู้ถูกกิโยตีนราว 16,000-17,000 คนทั่วฝรั่งเศส และอีกกว่า 20,000 คนถูกประหารอย่างไม่เป็นทางการ
น่าประหลาดที่โรแบสปิแยร์เองก็จบชีวิตด้วยกิโยตีนในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 เพียงสองวันหลังถูกจับกุม โดยไม่มีการพิจารณาคดี — ชะตากรรมเดียวกับที่เขามอบให้ผู้อื่นนับพัน
อีกชื่อที่ควรจดจำคือ โอลิมป์ เดอ กูช นักเขียนและนักเคลื่อนไหวหญิงที่ประกาศ 'ปฏิญญาสิทธิสตรีและพลเมืองหญิง' ในปี ค.ศ. 1791 เธอตั้งคำถามว่าหากผู้หญิงมีสิทธิ์ขึ้นตะแลงแกง ทำไมถึงไม่มีสิทธิ์ขึ้นเวทีการเมือง คำถามนี้ยังคงดังก้องมาถึงขบวนการสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 20
ผลกระทบและมรดกถึงปัจจุบัน: โลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
การปฏิวัติฝรั่งเศสมีอิทธิพลโดยตรงต่อการปฏิวัติเฮติในปี ค.ศ. 1791 ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกทาสในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1794 แม้นโปเลียนจะคืนระบบทาสในปี ค.ศ. 1802 แต่เฮติประกาศเอกราชสำเร็จในปี ค.ศ. 1804 กลายเป็นชาติแรกในโลกที่ก่อตั้งขึ้นจากการปฏิวัติของทาส
ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนและพลเมืองของฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789 กลายเป็นแม่แบบของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยทั่วโลก และส่งอิทธิพลโดยตรงต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติปี ค.ศ. 1948 แนวคิดว่าอำนาจรัฐต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่จากพระเจ้าหรือสายเลือด ถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
นโปเลียนซึ่งผงาดขึ้นหลังการปฏิวัติได้นำประมวลกฎหมายนโปเลียน (Code Napoléon) แพร่กระจายไปทั่วยุโรปผ่านสงครามของเขา กฎหมายนี้วางรากฐานความเสมอภาคทางกฎหมาย การคุ้มครองทรัพย์สินส่วนบุคคล และเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบกฎหมายในหลายประเทศจนถึงทุกวันนี้
เกร็ดและความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
หลายคนเชื่อว่าพระนางมารี อ็องตัวแนตตรัสว่า 'ให้พวกเขากินเค้กไปสิ' เมื่อทราบว่าประชาชนอดอยาก แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าประโยคนี้ปรากฏในหนังสือของรุสโซ Confessions ก่อนที่มารี อ็องตัวแนตจะมาถึงฝรั่งเศสด้วยซ้ำ และรุสโซก็ไม่ได้ระบุชื่อว่าใครเป็นคนพูด
อีกความเข้าใจผิดคือเหยื่อของยุคแห่งความหวาดกลัวส่วนใหญ่เป็นขุนนางและชนชั้นสูง แต่ความจริงแล้วเหยื่อส่วนใหญ่คือชาวบ้านธรรมดา นักวิจัยพบว่าในจำนวนผู้ถูกประหารทั้งหมด มีขุนนางเพียงประมาณ 8% และนักบวช 6.5% ส่วนที่เหลือคือคนงาน ชาวนา และพ่อค้าที่ถูกกล่าวหาว่า 'ต่อต้านการปฏิวัติ'
สุดท้าย การปฏิวัติฝรั่งเศสมักถูกมองว่าเป็นชัยชนะของประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา แต่ความจริงคือมันผ่านยุคสาธารณรัฐ ยุคทหาร และสุดท้ายกลับมาสู่จักรวรรดินิยมภายใต้นโปเลียน กว่าฝรั่งเศสจะมีระบอบสาธารณรัฐที่มั่นคงก็ต้องรอจนถึงสาธารณรัฐที่สาม ค.ศ. 1870 — หลังการปฏิวัติถึง 81 ปี
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789: ฝูงชนบุกป้อมบาสตีย์ซึ่งมีนักโทษเพียง 7 คน เป้าหมายจริงคือดินปืนและอาวุธ — ผู้คุมป้อม de Launay ยอมแพ้แล้วถูกฆ่าขณะก้าวออกมา
- ราคาขนมปังในปี ค.ศ. 1789 พุ่งสูงถึง 88% ของรายได้แรงงานทั่วไป จากก้อนละ 9 ซูเป็น 14.5 ซู — วิกฤตข้าวยากหมากแพงเป็นชนวนระเบิดทางการเมืองโดยตรง
- พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารด้วยกิโยตีนวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1793 ด้วยคะแนนเสียงในสภาห่างกันเพียง 6 เสียง — พระนางมารี อ็องตัวแนตตามมาในวันที่ 16 ตุลาคม ปีเดียวกัน
- ยุคแห่งความหวาดกลัว (ค.ศ. 1793-1794) มีผู้ถูกกิโยตีนราว 16,000-17,000 คน และถูกประหารอย่างไม่เป็นทางการอีกกว่า 20,000 คน โดยเหยื่อส่วนใหญ่คือชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่ขุนนาง
- โรแบสปิแยร์ สถาปนิกแห่งยุคแห่งความหวาดกลัว ถูกกิโยตีนเองในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 โดยไม่มีการพิจารณาคดี เพียงสองวันหลังถูกจับกุม
- ฝรั่งเศสยกเลิกระบบทาสในอาณานิคมครั้งแรกในปี ค.ศ. 1794 อันเป็นผลจากอุดมการณ์ปฏิวัติ ก่อนที่นโปเลียนจะคืนระบบทาสในปี ค.ศ. 1802
