โคลัมบัสค้นพบอเมริกา ค.ศ. 1492: การเดินทางที่เปลี่ยนแผนที่โลกตลอดกาล
โคลัมบัสค้นพบอเมริกา (พ.ศ. 2035 / ค.ศ. 1492)
ในตอนตี 2 ของวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 เสียงตะโกนดังกังวานจากเรือ ลา ปินตา ฝ่าความมืดในมหาสมุทรแอตแลนติก — "ติเอร์รา! ติเอร์รา!" หรือ "แผ่นดิน! แผ่นดิน!" เจ้าของเสียงนั้นคือ โรดริโก เด ตริอานา นาวิกโยธินหนุ่มที่ทำหน้าที่เฝ้ายามอยู่บนเสากระโดง เขาสังเกตเห็นเส้นขอบแผ่นดินเตี้ยๆ ในระยะราว 6 ไมล์ นั่นคือเกาะกวานาฮานี ดินแดนที่ต่อมาโคลัมบัสจะตั้งชื่อว่า ซานซัลวาดอร์ และนับเป็นจุดเชื่อมต่อครั้งแรกระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่
แต่การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความกล้าหาญของชายคนเดียว หากแต่เกิดจากแรงผลักดันทางการเมือง เศรษฐกิจ และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวเจนัวที่แล่นเรือภายใต้ธงสเปน ต้องใช้เวลาหลายปีเสนอแผนการเดินทางต่อราชสำนักโปรตุเกสและสเปนก่อนจะได้รับการตอบรับ กระทั่งวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1492 พระราชินีอิสซาเบลลาที่ 1 แห่งกัสติยา และกษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งอารากอน ทรงลงนามในสนธิสัญญาที่เรียกว่า Capitulations of Santa Fe ณ เมืองซานตาเฟ แคว้นกรานาดา — เอกสารนั้นสัญญาว่าหากโคลัมบัสสำเร็จ เขาจะได้รับบรรดาศักดิ์ "พลเรือเอกแห่งท้องทะเล" พร้อมตำแหน่งอุปราชเหนือดินแดนทั้งหมดที่เขาค้นพบ
การเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนเป็นการแสวงหาเส้นทางค้าขายสู่เอเชีย แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลก สร้างจักรวรรดิ ทำลายอารยธรรม และเปิดประตูสู่ยุคล่าอาณานิคมที่ยาวนานกว่า 400 ปี
ภูมิหลังและสาเหตุ: เมื่อยุโรปหิวโหยเส้นทางสู่เอเชีย
ปลายศตวรรษที่ 15 ยุโรปตะวันตกกำลังถูกตัดขาดจากเส้นทางสายไหมโดยจักรวรรดิออตโตมัน ที่ควบคุมดินแดนระหว่างยุโรปและเอเชียหลังจากยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ใน ค.ศ. 1453 เครื่องเทศ ผ้าไหม และสินค้าหรูหราจากอินเดียและจีนที่ครั้งหนึ่งเคยไหลเข้าสู่ยุโรปอย่างสม่ำเสมอ กลับมีราคาพุ่งสูงและหายากขึ้นทุกที
โปรตุเกสเลือกเส้นทางอ้อมแหลมแอฟริกา นำโดยนักสำรวจอย่างบาร์โตโลเมว ดิอัส ที่แล่นเรือผ่านแหลมกู้ดโฮปได้ใน ค.ศ. 1488 แต่โคลัมบัสมีความคิดที่แตกต่าง — เขาเชื่อว่าการแล่นตรงไปทางตะวันตกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจะพาเขาถึงหมู่เกาะอินเดียตะวันออกได้เร็วกว่า แม้การคำนวณระยะทางของเขาจะผิดพลาดอย่างมหันต์ โคลัมบัสประเมินเส้นรอบวงโลกต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์
เมื่อโปรตุเกสปฏิเสธข้อเสนอของเขา โคลัมบัสจึงหันมาเสนอแผนนี้ต่อสเปน ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้น Reconquista หรือการยึดคืนคาบสมุทรไอบีเรียจากมัวร์ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1492 พระเจ้าเฟอร์ดินานด์และพระนางอิสซาเบลลา ซึ่งเพิ่งมีชัยชนะทางการทหาร ต้องการขยายอิทธิพลและหาแหล่งรายได้ใหม่ พวกเขาจึงตกลงสนับสนุนโคลัมบัสในที่สุด
การเดินทาง: 70 วันบนมหาสมุทรที่ไม่มีใครรู้จัก
เช้าตรู่วันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1492 เรือสามลำออกจากท่าเรือปาโลส ทางตอนใต้ของสเปน ได้แก่ ลา ซานตา คลารา (รู้จักในชื่อ นีญา) ลา ปินตา และ ลา ซานตา กาเยกา (ซานตา มาเรีย) พร้อมลูกเรือทั้งสิ้น 90 คน เรือสองลำแรก ยาวเพียง 50-70 ฟุต เป็นเรือสำเภาคาราเวลขนาดเล็กแต่แล่นเร็วและคล่องตัว ส่วนซานตา มาเรีย ที่ใหญ่กว่าทำหน้าที่เป็นเรือธงของโคลัมบัส
หลังแวะเติมเสบียงที่หมู่เกาะคานารีจนถึงต้นเดือนกันยายน กองเรือมุ่งหน้าตะวันตกเข้าสู่มหาสมุทรที่ชาวยุโรปเรียกว่า Mar Tenebroso หรือทะเลแห่งความมืด เป็นเวลา 35 วันที่ลูกเรือแล่นโดยไม่เห็นแผ่นดินใดๆ ความกลัวเริ่มสะสม บางคนเชื่อว่าพวกเขาจะแล่นตกขอบโลก บางคนพูดถึงการก่อกบฏ โคลัมบัสจดบันทึกระยะทางสองชุด — ชุดหนึ่งเป็นจริง อีกชุดตัวเลขน้อยกว่าเพื่อไม่ให้ลูกเรือตื่นตระหนก
แล้วในตอนตี 2 ของวันที่ 12 ตุลาคม เสียงของโรดริโก เด ตริอานาก็ดังขึ้น อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล่าที่ขมขื่นแฝงอยู่ — โคลัมบัสอ้างในภายหลังว่าตัวเองเห็น 'แสงไฟ' บนแผ่นดินก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเขา — ไม่ใช่ตริอานา — คือผู้ค้นพบแผ่นดินก่อน ด้วยเหตุนี้โคลัมบัสจึงอ้างสิทธิ์เงินบำนาญตลอดชีวิต 10,000 มาราเวดีส์ ที่พระราชวงศ์สเปนสัญญาไว้กับผู้พบแผ่นดินเป็นคนแรกแทนตริอานา
บุคคลสำคัญ: นักสำรวจ กษัตริย์ และชาวไทโน
โคลัมบัสเกิดที่เมืองเจนัว ปัจจุบันคืออิตาลี ราวปี ค.ศ. 1451 เขาเป็นนักเดินเรือผู้ชำนาญที่เคยแล่นเรือตามชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกและหมู่เกาะมาดีราก่อนจะมาเสนอแผนสำรวจต่อราชสำนัก เขาพูดภาษาโปรตุเกส สเปน และละตินได้ แต่ไม่ใช่ภาษาอาหรับหรือจีน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเขาวางแผนจะเดินทางไปพบกับผู้คนในเอเชียโดยไม่มีล่ามที่เหมาะสม
พระนางอิสซาเบลลาที่ 1 มีบทบาทสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการเดินทางนี้ มีตำนานเล่าว่าพระนางถึงกับจะจำนำเครื่องประดับของพระองค์เพื่อสมทบทุน แม้นักประวัติศาสตร์หลายคนจะโต้แย้งว่าเรื่องนี้ถูกเกินจริงไปมาก ทุนการเดินทางจริงๆ มาจากคลังสาธารณะของสเปน โดยมีนายธนาคารชาวอิตาเลียน ลุยส์ เด ซานตันเจล ช่วยจัดการเงินกู้ให้
แต่ประชากรที่มักถูกละเลยในการเล่าประวัติศาสตร์คือชาวไทโน ผู้อาศัยอยู่บนเกาะกวานาฮานีมาก่อนแล้ว พวกเขาเป็นนักเกษตรกรรมและนักเดินเรือผู้เชี่ยวชาญ มีระบบการปกครองและวัฒนธรรมที่ซับซ้อน โคลัมบัสบันทึกว่าชาวไทโน 'เปิดเผยและเอื้อเฟื้อ' แต่ภายในเวลาเพียงกึ่งศตวรรษ ประชากรไทโนจะถูกทำลายล้างเกือบสิ้นเชิงด้วยโรคระบาด ทาส และความรุนแรง
ผลกระทบและมรดก: โลกที่แบ่งออกด้วยเส้นตรงเส้นเดียว
ข่าวการค้นพบของโคลัมบัสแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วผ่านจดหมายที่เขาส่งถึงราชสำนักสเปน ซึ่งถูกพิมพ์และแจกจ่ายไปทั่วยุโรปในปี ค.ศ. 1493 ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นเกือบทันที — โปรตุเกสอ้างว่าดินแดนที่โคลัมบัสค้นพบอยู่ในเขตของตนตามข้อตกลงเดิมกับพระสันตะปาปา สเปนจึงวิ่งหาพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 (ซึ่งเป็นชาวสเปน) เพื่อออกพระราชกฤษฎีกาสนับสนุน
วันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1494 สนธิสัญญาตอร์เดซิยัสถูกลงนามที่เมืองตอร์เดซิยัส ประเทศสเปน โดยลากเส้นสมมติจากเหนือจรดใต้ผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกและอเมริกาใต้ ดินแดนทางตะวันตกของเส้นตกเป็นของสเปน ส่วนทางตะวันออกเป็นของโปรตุเกส เส้นนั้นเองทำให้บราซิลตกอยู่ฝั่งโปรตุเกส — นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบราซิลจึงพูดภาษาโปรตุเกสมาจนถึงทุกวันนี้
ด้านซานตา มาเรีย เรือธงของโคลัมบัส ได้อับปางลงในคืนวันคริสต์มาส 25 ธันวาคม ค.ศ. 1492 หลังเรือไปเกยตื้นบริเวณชายฝั่งเกาะฮิสปานิโอลา โคลัมบัสใช้ไม้จากซากเรือสร้างป้อมปราการเล็กๆ ชื่อ ลา นาบิดาด ซึ่งถือเป็นนิคมยุโรปแห่งแรกในซีกโลกตะวันตก แม้ว่าชาวไทโนจะทำลายป้อมนั้นภายในเวลาไม่ถึงปี
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย: โคลัมบัสไม่ได้พิสูจน์ว่าโลกกลม
ความเชื่อที่แพร่หลายที่สุดเกี่ยวกับโคลัมบัสคือเรื่องที่ว่าเขาออกเดินทางเพื่อพิสูจน์ว่าโลกกลม ความจริงคือนักวิชาการยุโรปในยุคนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าโลกทรงกลม เพลโตและอริสโตเติลพูดถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล และแอราทอสเทเนสก็คำนวณเส้นรอบวงโลกได้ค่อนข้างแม่นยำตั้งแต่ราว 240 ปีก่อนคริสตกาล ที่ราชสำนักยุโรปลังเลรับแผนของโคลัมบัส ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าโลกแบน แต่เพราะเห็นว่าระยะทางที่เขาประมาณไว้นั้นสั้นเกินจริง
ความเข้าใจผิดอีกประการคือเรื่อง 'การค้นพบ' อเมริกา ทั้งที่ทวีปอเมริกามีผู้คนอาศัยอยู่มาเป็นเวลากว่า 15,000 ปีแล้ว และนักสำรวจชาวนอร์สอย่างไลฟ์ เอริกสัน ก็เหยียบแผ่นดินอเมริกาเหนือก่อนโคลัมบัสถึงราว 500 ปี ในประมาณ ค.ศ. 1000 ที่ฐานที่มั่นล็องส์โอมีโดว์ในนิวฟันด์แลนด์ แคนาดา สิ่งที่โคลัมบัสทำให้เกิดขึ้นจริงๆ คือการเชื่อมต่ออย่างถาวรและต่อเนื่องระหว่างซีกโลกทั้งสองเป็นครั้งแรก นำไปสู่สิ่งที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า Columbian Exchange — การแลกเปลี่ยนพืชพรรณ สัตว์ วัฒนธรรม และโรคภัยระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ไม่มีแม้แต่ชื่อทวีปที่ตั้งตามชื่อโคลัมบัส อเมริกาได้ชื่อมาจาก อาเมริโก เวสปุชชี นักสำรวจชาวฟลอเรนซ์ที่เดินทางมาสำรวจทวีปนี้ในปี ค.ศ. 1499-1502 และเป็นคนแรกที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าดินแดนที่โคลัมบัสค้นพบนั้นไม่ใช่เอเชีย แต่เป็น 'โลกใหม่' (Mundus Novus) อย่างสมบูรณ์แบบ
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- 3 สิงหาคม ค.ศ. 1492 — กองเรือ 3 ลำ (นีญา, ปินตา, ซานตา มาเรีย) ออกจากท่าเรือปาโลส สเปน พร้อมลูกเรือ 90 คน
- 12 ตุลาคม ค.ศ. 1492 ตี 2 — โรดริโก เด ตริอานา บนเรือปินตา พบแผ่นดินเกาะกวานาฮานี (Guanahani) เป็นคนแรก แต่โคลัมบัสอ้างสิทธิ์รับรางวัล 10,000 มาราเวดีส์ เอง
- 17 เมษายน ค.ศ. 1492 — Capitulations of Santa Fe สัญญาให้โคลัมบัสเป็น 'พลเรือเอกแห่งท้องทะเล' และอุปราชของดินแดนทั้งหมดที่ค้นพบ
- 25 ธันวาคม ค.ศ. 1492 — เรือซานตา มาเรีย อับปางที่เกาะฮิสปานิโอลา โคลัมบัสนำไม้ซากเรือสร้างป้อม ลา นาบิดาด นิคมยุโรปแห่งแรกในซีกโลกตะวันตก
- 7 มิถุนายน ค.ศ. 1494 — สนธิสัญญาตอร์เดซิยัสแบ่งโลกใหม่ระหว่างสเปนและโปรตุเกส ส่งผลให้บราซิลพูดภาษาโปรตุเกสมาจนปัจจุบัน
- ภายใน ค.ศ. 1550 — ประชากรชาวไทโนที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะกวานาฮานีและหมู่เกาะแคริบเบียนถูกทำลายล้างเกือบสิ้นเชิงด้วยโรคระบาดและระบบทาส
