กำแพงเบอร์ลินถูกทลาย: คืนที่สามคำเปลี่ยนโลก (9 พฤศจิกายน 2532)

กำแพงเบอร์ลินถูกทลาย (พ.ศ. 2532 / ค.ศ. 1989)

กำแพงเบอร์ลินถูกทลาย — ค.ศ. 1989
ภาพประกอบ กำแพงเบอร์ลินถูกทลายLenLearn (editorial illustration)

ในคืนวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 เวลาราว 18:57 น. ตามเวลาเบอร์ลิน กือนเทอร์ ชาบอฟสกี (Günter Schabowski) สมาชิกโปลิตบูโรของเยอรมนีตะวันออก ยืนอยู่หน้ากล้องโทรทัศน์ถ่ายทอดสดและพลิกเอกสารแผ่นหนึ่งที่ได้รับมาก่อนการแถลงข่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่มีเวลาอ่านให้ละเอียด เขาอ่านระเบียบใหม่เกี่ยวกับการเดินทางของชาวเยอรมันตะวันออก จากนั้นนักข่าวถามว่า 'มีผลเมื่อไหร่?' ชาบอฟสกีหยุดนิดหนึ่ง แล้วตอบว่า 'ab sofort, unverzüglich' — ตั้งแต่บัดนี้ ทันที

สามคำนั้นคือชนวนระเบิดที่ไม่มีใครวางแผนไว้ ภายในชั่วโมง สถานีโทรทัศน์ ARD ของเยอรมนีตะวันตกรายงานข่าวหัวสุดว่า 'เยอรมนีตะวันออกเปิดพรมแดน' ชาวเบอร์ลินตะวันออกหลายพันคนวางทุกอย่างแล้วเดินไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง รอบ 22:45 น. ฮารัลด์ เยเกอร์ (Harald Jäger) นายทหารผู้คุมด่านบอร์นโฮล์เมอร์ชตราสเซอ (Bornholmer Straße) ซึ่งไม่ได้รับคำสั่งชัดเจนจากเบื้องบน ตัดสินใจเปิดด่านและหยุดตรวจเอกสาร ฝูงชนหลั่งไหลออกไปพบกับชาวเบอร์ลินตะวันตกที่รอต้อนรับด้วยดอกไม้และแชมเปญ

กำแพงเบอร์ลินตั้งตระหง่านมาตั้งแต่คืนวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1961 เมื่อวัลเทอร์ อุลบรีชท์ (Walter Ulbricht) ผู้นำเยอรมนีตะวันออก สั่งกางลวดหนามข้ามถนนเบอร์ลินในชั่วข้ามคืนเพื่อหยุดยั้งประชาชนที่ต่อแถวยาวหลบหนีไปฝั่งตะวันตก ตลอด 28 ปีที่กำแพงตั้งอยู่ มีผู้เสียชีวิตพยายามข้ามอย่างน้อย 140 คน กำแพงนี้ไม่ใช่เพียงคอนกรีตหนา 1.2 เมตร แต่คือสัญลักษณ์แห่งการแบ่งแยกอุดมการณ์ที่ทอดยาว 155 กิโลเมตรและผ่าครอบครัวชาวเยอรมันออกเป็นสองซีก

ภูมิหลัง: ทำไมต้องสร้างกำแพง

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1945 เยอรมนีถูกแบ่งเป็นสี่เขตยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร เบอร์ลินซึ่งตั้งอยู่กลางเขตยึดครองของโซเวียตก็ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนเช่นกัน เมื่อตะวันตกและตะวันออกแยกเป็นสองรัฐในปี ค.ศ. 1949 เบอร์ลินตะวันตกกลายเป็นเกาะของโลกเสรีที่ล้อมรอบด้วยดินแดนคอมมิวนิสต์

ปัญหาสำคัญของเยอรมนีตะวันออก (GDR) คือการสูญเสียประชากร ระหว่างปี ค.ศ. 1949 ถึง 1961 ชาวเยอรมันตะวันออกกว่า 2.7 ล้านคนหลบหนีไปยังตะวันตก เพราะเบอร์ลินยังเป็นช่องทางเปิดอยู่ เฉพาะปี ค.ศ. 1960 ปีเดียวมีผู้อพยพถึง 200,000 คน ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ วิศวกร และนักวิชาชีพรุ่นใหม่ วัลเทอร์ อุลบรีชท์ยังปฏิเสธต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1961 ว่า 'ไม่มีใครมีความตั้งใจจะสร้างกำแพง' แต่สองเดือนต่อมากลางดึกของวันที่ 12-13 สิงหาคม ทหารออกมากางลวดหนามทั่วเส้นแบ่งเขต ประชาชนตื่นเช้ามาพบว่าถนน ย่านบ้าน และในบางกรณีอาคารเดียวกัน ถูกผ่าออกเป็นสองฝั่งที่เข้าหากันไม่ได้

ฤดูใบไม้ร่วง 1989: คลื่นประท้วงที่ไม่มีใครหยุดได้

การล่มสลายของกำแพงไม่ได้เกิดขึ้นในคืนวันเดียว แต่เป็นผลสะสมของเหตุการณ์ตลอดฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1989 จุดเริ่มต้นสำคัญคือวันที่ 19 สิงหาคม เมื่อฮังการีเปิดพรมแดนกับออสเตรีย ทำให้ชาวเยอรมันตะวันออกที่ท่องเที่ยวอยู่ในฮังการีแห่หนีไปทางตะวันตกได้ทันที ภายในเดือนกันยายน มีผู้อพยพผ่านช่องทางนี้หลายหมื่นคน

ในประเทศเอง นักบวชคริสเตียน ฟือเรอร์ (Christian Führer) แห่งโบสถ์นิโคไลคิร์เชอ (Nikolaikirche) ในไลพ์ซิก ได้จัด 'พิธีสวดภาวนาเพื่อสันติภาพ' ทุกวันจันทร์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ในฤดูใบไม้ร่วง 1989 การสวดภาวนาขยายตัวกลายเป็นการเดินขบวนใหญ่ วันที่ 9 ตุลาคม 1989 ซึ่งเป็นวันที่ตึงเครียดที่สุด ประชาชน 70,000 คนออกมาเดินรอบวงแหวนใจกลางเมืองพร้อมตะโกน 'วีร์ ซินท์ ดาส โฟล์ค' (Wir sind das Volk — เราคือประชาชน) แม้กองกำลังติดอาวุธจะถูกสั่งพร้อมใช้กำลัง แต่ไม่ได้ถูกสั่งลงมือ สัปดาห์ถัดมาจำนวนผู้ชุมนุมพุ่งเป็น 120,000 คน และสัปดาห์ถัดอีก 320,000 คน ทั้งหมดนี้เป็นการประท้วงอย่างสงบ

แรงกดดันสะสมนำไปสู่การลาออกของเอริช ฮอนเนคเกอร์ (Erich Honecker) ผู้นำที่อยู่ในอำนาจมา 18 ปี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1989 เขาถูกแทนที่ด้วยเอกอน เครนซ์ (Egon Krenz) ซึ่งพยายามคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการออกระเบียบการเดินทางฉบับใหม่ แต่ไม่มีใครคาดว่าจะสายเกินไปแล้ว

คืนที่กำแพงพัง: ชายคนหนึ่งและสามคำ

คืนวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 กือนเทอร์ ชาบอฟสกีได้รับเอกสารระเบียบการเดินทางฉบับใหม่จากเครนซ์ก่อนแถลงข่าวโดยไม่มีเวลาอ่านรายละเอียด กฎที่แท้จริงคืออนุญาตให้ยื่นขอวีซ่าออกนอกประเทศได้ โดยยังต้องมีขั้นตอนการขอ และเดิมทีจะมีผลในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ชาบอฟสกีไม่รู้เรื่องนี้

เมื่อนักข่าวถามว่าจะมีผลเมื่อไหร่ เขาพลิกหน้าเอกสาร มองหาคำตอบ และตอบว่า 'ab sofort, unverzüglich' — ตั้งแต่บัดนี้ ทันที แค่นั้นก็พอ สถานีโทรทัศน์ ARD รายงานเป็นข่าวหัวเวลา 20:00 น. ว่าเยอรมนีตะวันออกเปิดพรมแดนแล้ว ชาวเบอร์ลินตะวันออกหลายพันคนเดินทางไปยังด่านต่างๆ พร้อมหนังสือเดินทางในมือ เจ้าหน้าที่รักษาด่านไม่มีคำสั่งจากส่วนกลางว่าจะทำอย่างไร

ที่ด่านบอร์นโฮล์เมอร์ชตราสเซอ ฮารัลด์ เยเกอร์โทรหาผู้บังคับบัญชาหลายครั้งแต่ไม่ได้รับคำสั่งชัดเจน ฝูงชนด้านนอกหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาตัดสินใจเองเปิดด่านในเวลา 22:45 น. โดยไม่มีการตรวจเอกสาร นั่นคือจุดเริ่มต้นของปลายยุคสงครามเย็น หลังจากนั้นไม่นาน ด่านอื่นๆ ทั่วเบอร์ลินก็เปิดตามทีละด่าน ชาวเบอร์ลินทั้งสองฝั่งปีนขึ้นบนกำแพง ร้องรำทำเพลง ดื่มแชมเปญ และบางคนหยิบค้อนเริ่มทุบกำแพงในคืนนั้นเลย

บุคคลสำคัญเบื้องหลังเหตุการณ์

มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้นำโซเวียต มีบทบาทชี้ขาดในทางอ้อม นโยบาย กลาสนอสต์ (Glasnost) และ เปเรสตรอยกา (Perestroika) ของเขาเปิดช่องให้ประเทศดาวเทียมปฏิรูป และที่สำคัญที่สุดคือเขายกเลิก 'นโยบายเบรจเนฟ' ที่เคยอนุญาตให้โซเวียตส่งกองทัพเข้าบดขยี้การลุกฮือในประเทศบริวาร เหมือนที่เคยทำในฮังการีปี ค.ศ. 1956 และเชโกสโลวาเกียปี ค.ศ. 1968 เมื่อไม่มีเงาของรถถังโซเวียตคอยค้ำกำแพง กำแพงก็ล้มได้

คริสเตียน ฟือเรอร์ นักบวชแห่งไลพ์ซิก คือผู้จุดประกายการประท้วงสันติที่ยาวนานที่สุดและใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เยอรมนีตะวันออก ด้วยการเปิดโบสถ์เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาหรือไม่ ส่วนฮารัลด์ เยเกอร์ ทหารธรรมดาที่ตัดสินใจเองในคืนนั้น มักถูกลืมในประวัติศาสตร์ แต่การกระทำของเขาคือจุดเปลี่ยนแท้จริง เขาให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า 'ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำคือการสิ้นสุดของ GDR'

ผลกระทบและมรดก: โลกหลังกำแพง

หลังกำแพงพัง เยอรมนีตะวันออกและตะวันตกเริ่มกระบวนการรวมประเทศอย่างเป็นทางการ เยอรมนีรวมชาติสำเร็จในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1990 ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปีหลังกำแพงพัง ต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1989 มีการประชุมสุดยอด Malta Summit ระหว่างกอร์บาชอฟกับประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (George H.W. Bush) ซึ่งถือเป็นการประกาศสิ้นสุดสงครามเย็นอย่างไม่เป็นทางการ

กำแพงส่วนใหญ่ถูกรื้อทิ้งในปี ค.ศ. 1990 เศษซากกลายเป็นของที่ระลึกที่ขายทั่วโลก ปัจจุบันยังเหลือกำแพงดั้งเดิมอยู่สองส่วนสำคัญในเบอร์ลิน ได้แก่ East Side Gallery ยาว 1.3 กิโลเมตรที่ศิลปินจากทั่วโลกวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง และ Gedenkstätte Berliner Mauer (อนุสรณ์สถานกำแพงเบอร์ลิน) ที่ถนนเบอร์นาวเออร์ชตราสเซอ ซึ่งยังคงไว้ซึ่งร่องรอยของ 'แนวตาย' (Death Strip)

ผลกระทบระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่แค่เยอรมนี การรวมชาติกระตุ้นให้ประเทศยุโรปกลางและตะวันออกอีกหลายประเทศปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในช่วงปี ค.ศ. 1989-1991 และในที่สุดสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991

เกร็ดและความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือกำแพงถูก 'ทลาย' ในคืนวันที่ 9 พฤศจิกายนทันที ในความเป็นจริง คืนนั้นประชาชนเพียงเริ่มเดินข้ามอย่างเสรีเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี การรื้อกำแพงอย่างเป็นทางการเริ่มในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1990 และใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จ

อีกเรื่องหนึ่งที่มักเข้าใจผิดคือภาพของประธานาธิบดีเรแกนที่พูดว่า 'Mr. Gorbachev, tear down this wall!' เมื่อปี ค.ศ. 1987 ที่หน้ากำแพงบรันเดินบวร์กนั้น แม้เป็นสุนทรพจน์ที่โด่งดัง แต่ไม่ใช่ 'คำสั่ง' ที่ทำให้กำแพงพัง กำแพงล่มจากแรงกดดันภายในของประชาชนเยอรมนีตะวันออก นโยบายของกอร์บาชอฟ และความผิดพลาดโดยบังเอิญของชาบอฟสกีต่างหาก

สุดท้าย หลายคนคิดว่าชาบอฟสกีรู้อยู่แล้วว่ากำลังพูดอะไร แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วนและไม่รู้ว่าเอกสารนั้นยังเป็น 'ร่าง' ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ประกาศ เขาให้สัมภาษณ์หลายครั้งในช่วงปลายชีวิต (เสียชีวิตปี ค.ศ. 2015) โดยยอมรับว่าเขาเป็นผู้ทำ 'ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์'

ข้อเท็จจริงสำคัญ

เล่นเกมเรียงเหตุการณ์นี้

ลองเล่นกับ Year Tai →

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง